ประเพณีการสักการะ “เสาอินทขิล” หรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่หรือ ใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขิล 2569” ประเพณีศรัทธาคู่เมืองเชียงใหม่
หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว กับเพื่อความเป็นสิริมงคล ความร่มเย็นเป็นสุข และความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง ตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานหรือที่ชาวเชียงใหม่เรียกว่า “เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก”  วันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2569 วันออกวันที่ 20 พฤษภาคม 2569ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมใส่ขันดอกและสักการะได้ทุกวัน  เวลา 06.00 – 24.00 น.

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569มีการตั้งขบวนแห่จากวัดช่างแต้ม ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป
ประชาชนสามารถร่วมสรงน้ำได้ และในช่วงบ่ายจะมีขบวนแห่อัญเชิญเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่อย่างงดงาม
ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิล ถือเป็นมรดกวัฒนธรรมสำคัญของเชียงใหม่ ที่สะท้อนพลังแห่งศรัทธาและอัตลักษณ์ล้านนาอันงดงาม สืบทอดต่อกันมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น “บูชาอินทขิล 32 ขัน” เป็นความเชื่อและรูปแบบการจัดเครื่องสักการะในประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิลของชาวล้านนา โดย “32 ขัน” หมายถึง การจัดขันดอกหรือขันบูชาจำนวน 32 ชุด หรือ 12ชุด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเสริมสิริมงคล


เลข 32 มีความหมายเชื่อมโยงกับขวัญของคนเรา
ดังนั้น การถวายหรือใส่ขันดอก “32 ขัน” จึงมีความหมายถึง
การบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
การเสริมขวัญกำลังใจให้ครบทั้ง 32 ขวัญ
ขอให้สุขภาพแข็งแรง ชีวิตร่มเย็น ปลอดภัย
เลข 12 มีความหมายเชื่อมโยงกับคติล้านนา เช่น
* 12 นักษัตร
* 12 เดือน
* ความสมบูรณ์ครบถ้วนของชีวิตและบ้านเมือง


ภายในขันมักประกอบด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และเครื่องบูชาต่าง ๆ โดยนิยมใช้ดอกไม้พื้นเมืองล้านนา เช่น ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกคำฝอย หรือดอกเอื้อง เพื่อถวายแด่เสาอินทขิล ซึ่งชาวเชียงใหม่เชื่อว่าเป็น “เสาหลักเมือง” ที่คุ้มครองบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข
ดอกไม้ใส่ขันดอกสามารถเลือกซื้อได้บริเวณโรงเรียนเมตตาศึกษา เพื่อร่วมบูชาเสาอินทขิลตามประเพณีล้านนาและขอเชิญชวนทุกท่านสวมใส่ผ้าไทยและชุดพื้นเมือง ร่วมสืบสานประเพณีอันงดงาม

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานเป็นประธานอยู่บนมณฑปเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ที่ในวิหารเสาอินทขีล วัดเจดีย์หลวง
เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พระนามว่า พระเจ้าอุ่มเมือง หรือเรียกว่า พระเจ้าแป๊ขึด (พระพุทธรูปปางวันศุกร์)
อุ่มเมือง ภาษาล้านนา หมายถึง พระพุทธรูปที่ปกห่มรักษาคุ้มครองบ้านเมือง อุ้มบ้านอุ้มเมืองให้เกิดความร่มเย็น
เป็นสุข
แป๊ ภาษาล้านนา หมายถึง ชัยชนะ ความสำเร็จ ความสมหวัง ความสมปรารถนา (ชนะ สำเร็จ สมปรารถนา ทุกอย่าง)
ขึด หมายถึง เสนียดจัญไรอัปมงคลที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเกิดจากการ
กระทำของมนุษย์เอง ขึดนั้นมีหลายประเภท เช่น ขึดเกี่ยวกับวัดขึดเกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านประจำเมือง ขึดเกี่ยวกับ
สาธารณประโยชน์ ตลาด พื้นที่ทางการเกษตร ต้นไม้ สัตว์ ที่อยู่อาศัย เป็นต้น.
บารมี พญากุมภัณฑ์ นามว่า พญายักขราช พญาอมรเทพผู้ใดได้มากราบไหว้ขอพร ขอให้ผู้นั้นจงสมปรารถนา พญากุมภัณฑ์ นามว่า “พญายักขราช และ พญาอมรเทพ“ สองพญากุมภัณฑ์ ศาลเหนือและศาลใต้ ผู้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาดูแลเสาอินทขีล(เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารเสาอินทขีล ตั้งอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่ทรงอำนาจเมตตาบารมี และปกห่มรักษาคุ้มครอง ประทานพร.
พญายักขราช และ พญาอมรเทพ อายุ 226 ปี สร้างเมื่อวันเสาร์ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 ปีพุทธศักราช 2343.ตำนานความเป็นมาของ เสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่)บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักล้านนา เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองมีผีหลอกหลอน ทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือบันดาลบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วไว้ในเมือง เมื่อเศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้งสามบ่อ บ่อละสามตระกูล โดยที่ชาวลัวะต้องถือศีล รักษาคำสัตย์ เมื่อ
ชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้สมดังปรารถนา ชาวลัวะก็ปฎิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์..ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกล และได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมา
ขอแบ่งปัน ชาวเมืองลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์สองตน ชื่อว่า
พญายักขราช พญาอมรเทพ ขุดอินทขีลหรือเสาตะปูพระอินทร์ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขีลนั้น
มีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า พ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะแนะนำ
ให้พ่อค้าถือศีลและรักษาคำสัตย์และอย่าละโมบ เมื่อขอสิ่งใดก็จะได้ พ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ
ทำให้กุมภัณฑ์สองตนที่เฝ้าเสาอินทขีลโกรธ จึงพากันหามเสาอินทขีล กลับขึ้นสวรรค์ไป บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว ก็เสื่อมลง…
ชาวลัวะผู้เฒ่าคนหนึ่งไปบูชาเสาอินทขีลอยู่เสมอ ทราบว่ายักษ์ทั้งสองได้นำเสาอินทขีลกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ก็เสียใจมาก จึง
ถือบวชนุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญศีลภาวณาอยู่ใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึงสามปี ก็มีพระเถระรูปหนึ่งทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะ
ถึงกาลวิบัติ ชาวลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระรูปนั้นช่วยเหลือ พระเถระได้บอกให้ลัวะ 4 ฝ่าย คือ พระภิกษุ ฤๅษี ผี
และประชาชน ร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ 1 คู่ ช้าง ม้า เป็นต้น ให้ปั้นรูปคนชาย
หญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษาใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม แล้วทำเสาอินทขีลไว้เบื้องบนทำพิธีสักการบูชา จะทำให้บ้านเมืองพ้น
ภัยพิบัติ การทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาจึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ คือประเพณีบูชาเสาอินทขีล (ไหว้
เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ประเพณีใส่ขันดอก.ประมาณปีพุทธศักราช 2343 พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนคร
เชียงใหม่ ในสมัยนั้น ได้ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ หลังจาก
นั้นก็ได้มีการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา และได้ย้ายเสาอินทขีลมาประดิษฐานไว้ที่ วิหารเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่)
วัดเจดีย์หลวง วรวิหาร เมืองเชียงใหม่ มาจนถึงปัจจุบันนับอายุได้ 225 ปี พร้อมทรงปลูกต้นไม้หมายเมืองไว้คู่กับเสาอินทขีล
(เสาหลักเมืองเชียงใหม่) คือต้นยางนา ด้วย.ต่อมาในสมัย พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ให้สร้างรูปปั้นกุมภัณฑ์และ
รูปพระฤๅษีไว้พร้อมเสาอินทขีลเป็นสัญลักษณ์คู่กันเอาไว้ข้างวิหารเสาอินทขีลการสักการบูชาเสาอินทขีล จะเริ่มทำในวันแรม 12 ค่ำ
เดือน 6 (เดือน 8 เหนือ) เสร็จในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 6 (เดือน9 เหนือ) ประจำทุกปีเรียกว่า เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก
เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมือง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินเงินทอง ฝนตกตามฤดูกาล..